วันอังคารที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ชะพลู

      
        เป็นพืชล้มลุกขนาดเล็ก มีลักษณะเป็นเถาเลื้อยอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม ลำต้นแบ่งเป็นข้อโดยตามข้อจะมีรากช่วยในการยึดเกาะ ใบมีสีเขียวสดเป็นมัน ฐานใบกว้าง ปลายใบแหลมคล้ายรูปหัวใจ เห็นเส้นใบชัดเจน ใบมีกลิ่นฉุน รสเผ็ดเล็กน้อย ดอกสีขาวมีขนาดเล็ก ออกเป็นช่ออัดกันรูปทรงกระบอกยาว


       แหล่งที่พบ
       ปลูกตามบ้านทั่วไปหรือตามที่ชื้นแฉะริมน้ำ


       สารที่พบ
        ชะพูลมีน้ำมันหอมระเหยที่ทำให้เกิดกลิ่นเผ็ดฉุน และมีคุณค่าทางสารอาหารที่สำคัญ คือ มีแคลเซียมและสารเบต้า-แคโรทีนในปริมาณสูง


      สรรพคุณ    ใบ: รสเผ็ดร้อน เจริญอาหาร ขับเสมหะ ทำเสมหะให้งวด ทำให้เลือดลมซ่าน
        ดอก (ลูก): รสเผ็ดร้อน แก้ศอเสมหะ ทำให้เสมหะแห้ง ช่วยย่อยอาหาร ขับลมในลำไส้
        ราก: รสเผ็ดร้อน แก้คูถเสมหะ ขับเสมหะให้ตกทางทวารหนัก บำรุงธาตุ ขับลมในลำไส้ ทำให้เสมหะแห้ง
        ต้น: รสเผ็ดร้อน แก้เสมหะในทรวงอก ขับเสมหะ


      ส่วนที่ใช้ประกอบอาหาร
        ใบสดมีรสเผ็ดซ่าลวกเป็นผักจิ้มหรือรับประทานสดโดยใช้เป็นใบห่อเมี่ยงคำ เมี่ยงปลาทู รองก้นกระทงห่อหมก ซอยใส่ข้าวยำ หรือนำไปชุบแป้งทอดเป็นกับแกล้มก็ได้ นอกจากนี้ใบอ่อนนำไปใส่ในแกงกะทิต่าง ๆ เช่นคั่วไก่


      ข้อควรสังเกต/ข้อควรระวัง
       ไม่ควรรับประทานใบชะพลูมากเกินไป เพราะจะทำให้เกิดอาการเวียนศรีษะ และทำให้มีการสะสมของสารออกซาเลท (Oxalate) ในร่างกายสูง ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดโรคนิ่วในไต


       วิธีปลูก
       ขยายพันธ์โดยปักชำในดินร่วนซุย รดน้ำให้ชุ่มในระยะที่ต้นกล้ายังไม่แข็งแรง ไม่ควรให้โดนแดดมากนัก 

วันศุกร์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2555



ยอ

 


        ยอเป็นต้นไม้ขนาดเล็ก ใบใหญ่หนาสีเขียวสด ดอกเล็กสีขาวเป็นกระจุก ผลกลมยาวรี มีตาเป็นปุ่มรอบผล ผลอ่อนสีเขียวสด เปลี่ยนเป็นสีขาวนวลเมื่อสุก กลิ่นฉุน เป็นพืชที่ใช้เมล็ดปลูก พบขึ้นอยู่ทั่วๆ ไปตามบ้าน
       ใบยอ และผลยอ ใช้รับประทานเป็นผักได้ ใบยอเป็นผักที่นิยมรองก้นกระทงห่อหมก ทางภาคใต้นิยมใช้ใบยออ่อนๆ ซอยเป็นฝอยแกงเผ็ดกับปลาใส่ขมิ้น ลูกยอใช้ทำส้มตำแทน มะละกอ รากของต้นยอ เมื่ออายุ ๓-๔ ปี ใช้เป็นสีย้อมผ้าได้ เปลือกรากจะให้สีแดง ส่วนเนื้อในเปลือกจะให้สีเหลือง ย้อมผ้าฝ้าย ผ้าไหม ให้สีที่คงทน ผลดิบหรือผลห่ามสด รสขมเล็กน้อย ผลยอแก้อาการเจียน ขับลมบำรุงธาตุใช้ผลยอดิบหั่นปิ้งไฟพอเหลืองกรอบต้มเน้ำเป็น กระสายยาใช้ร่วมกับยาอื่น แก้คลื่นไส้อาเจียนได้ผล ใช้เป็นยาแก้คลื่นใส้อาเจียนที่ไม่รุนแรงได้






วันศุกร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2555

มะระขี้นก


     ลักษณะทั่วไป : ต้น : เป็นพรรณไม้เถา ที่มีลำต้นเลื้อยพาดพันตามต้นไม้ หรือตามร้าน ลักษณะลำต้นเป็นเส้นเล็ก ยาว ลำต้นมีขนขึ้นประปราย

     ใบ : ใบออกเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับกัน ลักษณะของใบหยักเว้าลึก มี 5-7 หยัก ปลายใบแหลม ใบมีสีเขียวอ่อน มีรสชาดขม

     ดอก : ดอกออกเป็นดอกเดี่ยว ออกตามบริเวณง่ามใบ ลักษณะของดอกมีสีเหลือง กลีบดอกบาง ช้ำง่าย

     ผล : ผลมีลักษณะเป็นรูปกระสวยสั้น พื้นผิวเปลือกขรุขระ และมีปุ่มยื่นออกมา ผลอ่อนมีเป็นสีเขียว เมื่อแก่เต็มที่ก็จะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอมแดง และผลนั้นก็จะแตกอ้าออก ข้างในผลก็จะมีเมล็ดอยู่ เป็นรูปกลม แบน ถ้าเมล็ดสุกก็จะมีสีแดงสด

     การขยายพันธุ์ : เป็นพรรณไม้ที่ชอบขึ้นตามบริเวณที่ลุ่มชื้นแฉะ มีการขยายพันธุ์ด้วยการใช้เมล็ด

     ส่วนที่ใช้ : ใบ ใบและผล ผล ราก

     สรรพคุณ : ใบ ใช้ใบสด นำมาลวก หรือต้มกินเป็นยาฟอกโลหิต ยาระบาย เจริญอาหาร หรือใช้ใบแห้ง นำมาบดให้ละเอียดกับน้ำกินเป็นยาขับพยาธิ ขับลม และบำรุงธาตุ เป็นต้น

     ใบและผล ใช้ใบและผล นำมาตำให้ละเอียดแล้ว คั้นเอาน้ำกินเป็นยาแก้จุกเสียดแน่นท้อง ขับลม บำรุงธาตุ ขับลม และเป็นยาช่วยถ่ายพยาธิ

     ผล ใช้ผลสด นำมาต้มหรือประกอบเป็นอาหารใช้รับประทาน มีคุณค่าในการช่วยบำบัดโรคเบาหวาน บำรุงธาตุ หรือใช้แผลแห้งนำมาบดให้ละเอียด ใช้โรยบริเวณที่เป็นแผลใช้ทาแก้คัน หิด และโรคผิวหนัง เป็นต้น

     ราก ใช้ปรุงเป็นยาบำรุงธาตุ ฝาดสมาน แก้ริดสีดวงทวาร และเป็นยาธาตุ เป็นต้น

     ถิ่นที่อยู่ : มะระขี้นก เป็นพรรณ ไม้ที่ มักพบขึ้นตามบริเวณป่า ทั่วไปในแถบเขตร้อน



ที่มา http://www.samunpri.com/modules.php?name=Herbs&file=Vegetable&func=Vegetable1

วันอังคารที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2555


ดอกอัญชัน






      ลักษณะ  เป็นพืชล้มลุก มีลักษณะเป็นเถาเลื้อยพาดพันตามต้นไม้ใหญ่ต่าง ๆ
ใบเป็นใบประกอบออกเรียงสลับกัน มีใบย่อยประมาณ 5-7ใบ ลักษณะกลมโตคล้ายพุทรา
เนื้อใบด้านบนเรียบ ปลายใบมน มีกระดูกใบเห็นได้ชัดเจนดอกเป็นดอกเดี่ยว ออกตามข้อ
หรือซอกใบ ลักษณะคล้ายดอกถั่ว ซึ่งมีชนิดดอกชั้นเดียว และดอก 2 ชั้น มีหลายสี ทั้งสีม่วง
สีน้ำเงิน และสีขาว ฝักมีขนาดเล็กค่อนข้างแบน มีเมล็ดอยู่ภายใน


     แหล่งที่พบ พบได้ตามทั่วไปตามที่รกร้าง และนิยมปลูกตามบ้านเรือนเพื่อเป็นไม้ประดับ 
      
     สารที่พบ ในดอกมีสารแอนโทไวยานิน (Anthocyanin) ซึ่งเป็นสารที่ให้สีแดงและสีน้ำเงิน
มีคุณสมบัติเป็นอิดิเคเตอร์ (Indicator) เช่นเดียวกับ ลิสมัส (Litmus)  

   
     สรรพคุณ รากมีรสเย็นจืดใช้เป็นยาขับปัสสาวะพิการเป็นยาระบาย ช่วยบำรุงดวงตา แก้ตาอักเสบ ตาฟาง
ตาแฉะ โดยนิยมใช้รากต้นอัญชัน ชนิดดอกสีขาว นอกจากนี้ถ้านำรากมาถูฟันจะทำให้ฟันคงทน
แข็งแรงและแก้อาการปวดฟันได้ดี เมล็ดใช้เป็นยาระบาย ซึ่งใช้ชนิดดอกสีนำเงินและดอกสีขาว
ส่วนดอกสดนำมาทาศีรษะเพื่อใช้เป็นยาปลูกผม

ที่มา  http://www.openthaisite.com/herbal_bluepea.html

ตะไคร้






       ตะไคร้เป็นพืชที่มีอายุหลายปี ลำต้นรวมกันเป็นกอ ใบยาวเรียว ปลายแหลมสีเขียวออกเทา และมีกลิ่นหอม ดอกออกเป็นช่อยาว มีดอกเล็กฝอยจำนวนมาก ผลมีขนาดเล็ก ตะไคร้ปลูกง่าย เจริญงอกงาามในดินแทบทุกชนิด ใช้เหง้าปลูก (ไม่เคยพบดอก)
      ตะไคร้ เป็นเครื่องเทศที่ใช้ปรุงรส และแต่งกลิ่นอาหารไทยหลายอย่าง เช่น น้ำพริกแกงทุกชนิด ต้มยำ ยำ ต้มเนื้อ ต้มโคล้ง แกงไตปลา ข้าวยำปักษ์ใต้ ช่วยดับกลิ่นคาว แต่งรสและช่วยขับลม รสปร่า กลิ่นหอม บำรุงไฟธาตุ แก้โรคทางเดินปัสวะ ขับลมในลำใส้ ทำให้เจริญอาหาร แก้คาว แก้จุกเสียด ฆ่าเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา เป็นยารักษาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ อาการขัดเบา ปัสวะขัด ไม่คล่อง

ที่มา  http://www1.mod.go.th/heritage/nation/pri/pri.htm

วันเสาร์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2555

"Animation by ImageReady"


กะทือ


      กะทือเป็นพืชล้มลุก ฤดูแล้งจะลงหัว เมื่อถึงฤดูฝนจะงอกใหม่ หัวมีขนาดใหญ่ และมีเนื้อในสีเหลืองอ่อน กลิ่นหอม ต้นสูง 3-6 ศอก ใบยาวเรียวออกตรงข้าม ดอกเป็น ช่อรูปกระบองโบราณ อัดกันแน่นสีแดง ซึ่งเป็นส่วนของใบประดับ มีดอกสีเหลืองอ่อน ขนาดเล็ก บานครั้งละ 1-2 ดอก ปลูกโดยใช้หัว ขึ้นได้ทั่วไป
    ใช้หัวประกอบอาหาร เนื้อในมีรสขมและ ขื่นเล็กน้อย ขับลม แก้ปวดมวนแน่น แก้บิด บำรุงน้ำนม

ที่มา  http://www1.mod.go.th/heritage/nation/pri/pri.htm